เมนูกาแฟดำรสเข้ม อเมริกาโน่กี่แคลอรี ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม
กาแฟอเมริกาโน่ (Americano) เป็นเมนูเครื่องดื่มยอดนิยมที่มีส่วนผสมหลักเพียงกาแฟเอสเพรสโซ และน้ำร้อน โดยไม่ใส่น้ำตาลหรือครีมเพิ่มเติม จึงเป็นเมนูที่มีแคลอรีต่ำ ตอบโจทย์ใครที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และยังต้องการเติมความตื่นตัวในทุก ๆ วัน วันนี้เนสเพรสโซจะมาไขข้อสงสัยว่า อเมริกาโน่กี่แคล? ดื่มตอนไหนดีที่สุด และอเมริกาโน่มีประโยชน์อะไรบ้าง

กาแฟอเมริกาโน่ คืออะไร?
อเมริกาโน่ (Americano) เป็นกาแฟดำที่ได้จากการผสมน้ำร้อนหรือเย็นกับกาแฟเอสเพรสโซ่เข้มข้น 1–2 ช็อต ทำให้รสชาตินุ่มนวล ดื่มง่ายขึ้นกว่ากาแฟเอสเพรสโซ่เพียว ๆ แต่ยังคงความหอมและความเข้มของกาแฟไว้ครบถ้วน จุดเด่นคือไม่มีการเติมนมหรือน้ำตาลลงไป จึงเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบรสชาติของกาแฟแท้ ๆ โดยไม่ต้องการส่วนผสมอื่นมาลดทอนกลิ่นและรสชาติ นอกจากนี้อเมริกาโน่ยังเป็นเครื่องดื่มแคลอรีต่ำ เหมาะกับคนที่ควบคุมน้ำหนักหรือชอบดื่มกาแฟแบบเรียบง่ายแต่ได้รสเข้มเต็มแก้ว
อเมริกาโน่กี่แคลอรี?
อเมริกาโน่กี่แคล? กาแฟดำหรืออเมริกาโน่ (Americano) จัดเป็นเครื่องดื่มแคลอรีต่ำมาก อเมริกาโน่ 1 แก้ว (ประมาณ 240 มล.) ให้พลังงานประมาณ 2–4 แคลอรี เพราะทำจากเอสเพรสโซ่ผสมน้ำร้อนหรือเย็น หากดื่มโดยไม่เติมน้ำตาลหรือไซรัป ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่ม "ไร้แคลอรี" จึงเป็นเมนูสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักหรืออยู่ในช่วงลดไขมัน สามารถดื่มได้แบบไม่ต้องเป็นกังวล
อเมริกาโน่ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?
กาแฟดำหรืออเมริกาโน่ (Americano) สามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง เนื่องจากคาเฟอีนในกาแฟดำมีส่วนช่วยกระตุ้นอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย และช่วยลดความอยากอาหารได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและลดการบริโภคแคลอรีได้ อย่างไรก็ตาม ควรควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
กินกาแฟดําหรืออเมริกาโน่ตอนไหนดีที่สุด?
นอกจากการคำนึงถึงปริมาณพลังงานว่า กาแฟกี่แคล? อเมริกาโน่กี่แคล? ทุกคนรู้รึเปล่าว่า การดื่มกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ (Americano) ในเวลาที่เหมาะสม สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญ และเพิ่มพลังงานได้ โดยเนสเพรสโซขอแนะนำช่วงเวลาต่อไปนี้
- ช่วงสาย ๆ: เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการดื่มกาแฟ เพื่อความตื่นตัว กระปรี้กระเปร่าในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากระดับคอร์ติซอลลดลง
- ก่อนออกกำลังกาย: การดื่มกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ 30–60 นาทีก่อนออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย และเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น
- ก่อนอาหาร: การดื่มกาแฟดำก่อนอาหาร ช่วยลดความอยากอาหาร และป้องกันการกินมากเกินไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก

เวลาไหนไม่ควรกินกาแฟดำหรืออเมริกาโน่?
ช่วงเวลาที่ไม่เหมาะกับการดื่มกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ (Americano) คือ ช่วง 8.00 – 9.00 น., ช่วงเที่ยง 12.00 – 13.00 น. และช่วงเย็น 17.30 – 18.30 น. เพราะเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายอยู่ในระดับสูง อาจทำให้ตื่นตัวมากเกินความจำเป็น
นอกจากนี้ ไม่ควรดื่มกาแฟในช่วงก่อนนอน เพราะอาจทำให้นอนหลับยาก และไม่ควรดื่มตอนท้องว่าง เพราะอาจกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะ เสี่ยงเป็นกรดไหลย้อนได้
อเมริกาโน่ช่วยลดน้ำหนักในระยะยาวได้ไหม?
การดื่มกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ (Americano) เป็นประจำ สามารถช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนักได้ แต่ไม่ควรพึ่งพาเพียงการดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว ควรควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทานอาหาร และหมั่นออกกำลังกายจะช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในระยะยาว
นอกจากนี้ ควรดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมหรือดื่มไม่เกิน 3–4 ถ้วยต่อวัน จะช่วยหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น การนอนหลับยาก

กาแฟอเมริกาโน่มีประโยชน์อะไรบ้าง
มาดูประโยชน์ของกาแฟอเมริกาโน่ไปพร้อมกันเลย
1. แคลอรีต่ำ เมนูช่วยลดน้ำหนัก
กาแฟอเมริกาโน่เป็นเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ใครที่อยากลดน้ำหนัก เพราะมีแคลอรีต่ำมาก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน และลดความอยากอาหาร ทำให้คุณสามารถควบคุมปริมาณแคลอรีในแต่ละวันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
2. สมองตื่นตัว ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
คาเฟอีนในกาแฟมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบประสาท หากคุณได้จิบกาแฟร้อน ๆ สักถ้วยก่อนไปทำงาน จะช่วยให้สมองตื่นตัว รู้สึกกระปรี้กระเปร่า และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถเริ่มต้นวันได้อย่างสดใสไปพร้อมกลิ่นกาแฟที่หอมกรุ่น
3. ป้องกันความเสี่ยงโรคมะเร็ง
คาเฟอีน และสารประกอบอื่น ๆ ในกาแฟมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยช่วยลดการอักเสบ และความเสียหายของเซลล์ อย่างไรก็ตาม ควรดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสม
4. ชะลอความแก่
การดื่มกาแฟอเมริกาโน่หรือกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล สามารถช่วยชะลอความแก่ได้ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารประกอบอื่น ๆ ที่ช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์
5. อัดแน่นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
กาแฟอเมริกาโน่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยลดอาการอักเสบ และช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง
6. ลดความเสี่ยงโรคตับ
การดื่มกาแฟอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคตับ เช่น ตับอักเสบ และโรคตับแข็ง อีกทั้งยังช่วยลดการอักเสบ และความเสียหายของเซลล์ตับ ซึ่งอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคตับได้
7. ลดความอยากอาหาร
คาเฟอีนไม่ได้เพียงแค่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว แต่ยังมีคุณสมบัติที่ช่วยควบคุมความหิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนัก กลไกหลักมาจากการที่คาเฟอีนไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน Peptide YY (PYY) ซึ่งส่งสัญญาณบอกสมองว่าอิ่ม และในขณะเดียวกันช่วยลดระดับฮอร์โมน Ghrelin ที่ทำหน้าที่กระตุ้นความหิว ส่งผลให้ความอยากอาหารลดลงโดยธรรมชาติ
ปัจจัยที่ทำให้แคลอรีของอเมริกาโน่เปลี่ยนแปลงมีอะไรบ้าง
แม้ว่าอเมริกาโน่ (Americano) จะเป็นเครื่องดื่มแคลอรีต่ำโดยธรรมชาติ แต่ปัจจัยบางอย่างสามารถทำให้ปริมาณแคลอรีเพิ่มขึ้นได้อย่างมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้:
1. ปริมาณเอสเพรสโซที่ใช้
โดยปกติ เอสเพรสโซ่ 1 ช็อต (ประมาณ 30 มล.) มีพลังงานเพียง 1–3 กิโลแคลอรี หากเพิ่มเป็น 2–3 ช็อต แคลอรีจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังถือว่าต่ำมาก ดังนั้นแม้จะทำอเมริกาโน่ที่เข้มขึ้น (Double/Triple Shot) ก็ไม่ได้ทำให้แคลอรีสูงจนต้องกังวล
2. การเติมน้ำตาล, นม, หรือไซรัป
- - น้ำตาล 1 ช้อนชา (ประมาณ 4 กรัม) เพิ่มพลังงาน 16 กิโลแคลอรี
- - นมสด 30 มล. เพิ่มแคลอรีประมาณ 15–20 กิโลแคลอรี ขึ้นอยู่กับชนิดของนม (พร่องมันเนย, เต็มมันเนย, นมพืช)
- - ครีมเทียม หรือ ไซรัปปรุงรส สามารถเพิ่มแคลอรีได้ตั้งแต่ 50–100+ กิโลแคลอรี ต่อแก้ว
เมื่อเติมส่วนผสมเหล่านี้ เครื่องดื่มที่ควรจะเป็นแคลอรีต่ำ อาจกลายเป็นกาแฟหวานที่มีพลังงานสูงโดยไม่รู้ตัว
3. การสั่งเมนูพิเศษ
เมนูดัดแปลง เช่น อเมริกาโน่มะพร้าว หรือ อเมริกาโน่ส้ม มักมีการใส่น้ำมะพร้าว, น้ำส้ม, หรือส่วนผสมอื่นที่มีน้ำตาลธรรมชาติ เช่น:
- - น้ำมะพร้าว 100 มล. มีพลังงานประมาณ 18–25 กิโลแคลอรี
- - น้ำส้มคั้น 100 มล. ให้พลังงานราว 40–45 กิโลแคลอรี
หากทำกาแฟด้วยน้ำเชื่อมรสผลไม้หรือไซรัป หรือตกแต่งด้วยวิปครีม แคลอรีอาจสูงกว่า 100–200 กิโลแคลอรี ต่อแก้ว
ข้อควรระวังในการดื่มเมนูอเมริกาโน่มีอะไรบ้าง?
แม้กาแฟดำหรืออเมริกาโน (Americano) จะเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพและช่วยในการเผาผลาญไขมัน แต่หากดื่มไม่ถูกวิธีหรือเกินขีดจำกัด ร่างกายอาจได้รับผลกระทบในทางลบได้ ดังนี้
1. ดื่มมากเกินไปเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากคาเฟอีน
การได้รับคาเฟอีนเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่ากาแฟดำประมาณ 3–4 แก้ว) อาจทำให้เกิดอาการ ใจสั่น มือสั่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล และความดันโลหิตสูงชั่วคราว โดยเฉพาะในผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน การดื่มเกินขนาดอย่างต่อเนื่องยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพระยะยาว
2. ดื่มขณะท้องว่างอาจทำให้กระเพาะอาหารระคายเคือง
กาแฟดำมีฤทธิ์กระตุ้นให้กรดในกระเพาะหลั่งมากขึ้น หากดื่มในขณะท้องว่างอาจทำให้เกิดอาการแสบกระเพาะ กรดไหลย้อน หรือจุกเสียด ในบางคน เพื่อป้องกันอาการเหล่านี้ควรดื่มหลังอาหารเล็กน้อย หรือควบคู่กับอาหารมื้อเช้า
3. ดื่มใกล้เวลาเข้านอนอาจทำให้นอนไม่หลับ
คาเฟอีนอยู่ในร่างกายประมาณ 5–6 ชั่วโมง การดื่มในช่วงบ่ายแก่หรือก่อนนอนอาจรบกวนวงจรการนอน ทำให้หลับยาก หลับไม่สนิท และอ่อนเพลียในวันรุ่งขึ้น ควรเว้นการดื่มก่อนนอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้
4. การดื่มแบบหวานหรือใส่นมมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานในระยะยาว
อเมริกาโน่หรือกาแฟดำที่ควรเป็นเครื่องดื่มแคลอรีต่ำจะสูญเสียข้อดีไปทันที หากเติมน้ำตาล นม ครีมเทียม หรือไซรัป เพราะสิ่งเหล่านี้เพิ่มปริมาณแคลอรีและน้ำตาลสูง อาจทำให้น้ำหนักขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานในระยะยาว
5. ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดควรระมัดระวัง
ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง กรดไหลย้อน หรือปัญหานอนหลับ ควรจำกัดปริมาณคาเฟอีนและควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มกาแฟเป็นประจำ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ แนะนำให้บริโภคคาเฟอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ตามคำแนะนำของ American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) เพราะการบริโภคมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนด
เมนูกาแฟสุดฮิตมีแคลอรี่เท่าไหร่บ้าง
1. อเมริกาโน่ (Americano)
ส่วนประกอบ: เอสเพรสโซ่ + น้ำร้อน
แคลอรีโดยเฉลี่ย: 2–5 แคลอรี
แคลอรีต่ำสุด ดื่มได้แบบไม่ต้องกังวล เหมาะกับสายคุมหุ่น
2. เอสเพรสโซ่ (Espresso)
ส่วนประกอบ: ช็อตกาแฟเข้มข้น
แคลอรีโดยเฉลี่ย: 1–3 แคลอรี ต่อช็อต
รสเข้มจัด เหมาะสำหรับคนที่ชอบกาแฟเข้มโดยไม่เติมอะไรเพิ่ม
3. คาปูชิโน่ (Cappuccino)
ส่วนประกอบ: เอสเพรสโซ่ + นมร้อน + ฟองนม
แคลอรีโดยเฉลี่ย: 60–120 แคลอรี (ขึ้นอยู่กับชนิดของนม)
หากใช้นมพร่องมันเนย แคลอรีจะต่ำกว่าแบบนมเต็มมันเนย
4.ลาเต้ (Caffè Latte)
ส่วนประกอบ: เอสเพรสโซ่ + นมสดในปริมาณมาก + ฟองนมเล็กน้อย
แคลอรีโดยเฉลี่ย: 120–190 แคลอรี
เป็นเมนูที่แคลอรีสูงกว่า คาปูชิโน่ เพราะมีนมมากกว่า
5. มอคค่า (Caffè Mocha)
ส่วนประกอบ: เอสเพรสโซ่ + นม + ช็อกโกแลตซอส/ผงโกโก้ + วิปครีม (บางสูตร)
แคลอรีโดยเฉลี่ย: 250–350 แคลอรี
หวานมันอร่อย แต่แคลอรีสูงเพราะมีช็อกโกแลตและน้ำตาล
6. มัคคิอาโต (Macchiato)
ส่วนประกอบ: เอสเพรสโซ่ 1–2 ช็อต + ฟองนมเล็กน้อย
แคลอรีโดยเฉลี่ย: 10–20 แคลอรี
เป็นกาแฟที่ยังคงความเข้มของเอสเพรสโซ่ แต่เพิ่มความละมุนจากฟองนมเล็กน้อย แคลอรีต่ำกว่าลาเต้และคาปูชิโน่ เพราะใช้นมน้อยมาก
ถ้าหากเป็น Caramel Macchiato จะต่างออกไป เพราะมีไซรัปคาราเมล นม และครีม แคลอรีจะสูงถึง 200–300 แคลอรี ต่อแก้ว
7. แฟลตไวท์ (Flat White)
ส่วนประกอบ: เอสเพรสโซ่ + นมร้อนปริมาณมาก (เนื้อนมเนียนละเอียดกว่าในลาเต้)
แคลอรีโดยเฉลี่ย: 120–170 แคลอรี
รสชาติคล้ายลาเต้ แต่กาแฟจะเข้มกว่าเล็กน้อยเพราะใช้อัตราส่วนกาแฟต่อนมสูงกว่า มีสัมผัสนุ่มเนียนของไมโครโฟม (Microfoam) จากการสตีมนม หรือ การตีฟองนม ปริมาณแคลอรีอาจขึ้นอยู่กับชนิดของนมที่ใช้ หากเลือกนมพร่องมันเนย หรือ นมอัลมอนด์/นมโอ๊ต แคลอรีอาจลดลงได้
ตารางเปรียบเทียบเมนูกาแฟสุดฮิตมีแคลอรี่เท่าไหร่บ้าง
| เมนูกาแฟ | ส่วนประกอบ | แคลอรีโดยเฉลี่ย | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| อเมริกาโน่ (Americano) | เอสเพรสโซ่ + น้ำร้อน | 2–5 แคลอรี | แคลอรีต่ำสุด ดื่มได้แบบไม่ต้องกังวล เหมาะกับสายคุมหุ่น |
| เอสเพรสโซ่ (Espresso) | ช็อตกาแฟเข้มข้น | 1–3 แคลอรี/ช็อต | รสเข้มจัด เหมาะสำหรับคนที่ชอบกาแฟเข้มโดยไม่เติมอะไรเพิ่ม |
| คาปูชิโน่ (Cappuccino) | เอสเพรสโซ่ + นมร้อน + ฟองนม | 60–120 แคลอรี | ขึ้นอยู่กับชนิดของนม; ใช้นมพร่องมันเนย แคลอรีจะต่ำกว่าแบบนมเต็มมันเนย |
| ลาเต้ (Caffè Latte) | เอสเพรสโซ่ + นมสดปริมาณมาก + ฟองนมเล็กน้อย | 120–190 แคลอรี | แคลอรีสูงกว่าคาปูชิโน่ เพราะมีนมมากกว่า |
| มอคค่า (Caffè Mocha) | เอสเพรสโซ่ + นม + ช็อกโกแลตซอส/โกโก้ + วิปครีม (บางสูตร) | 250–350 แคลอรี | หวานมันอร่อย แต่แคลอรีสูงเพราะมีช็อกโกแลตและน้ำตาล |
| มัคคิอาโต (Macchiato) | เอสเพรสโซ่ 1–2 ช็อต + ฟองนมเล็กน้อย | 10–20 แคลอรี | เข้มแต่ละมุนจากฟองนมเล็กน้อย; Caramel Macchiato จะสูงขึ้น ~200–300 แคลอรี/แก้ว |
| แฟลตไวท์ (Flat White) | เอสเพรสโซ่ + นมร้อนปริมาณมาก (ไมโครโฟมเนียนละเอียด) | 120–170 แคลอรี | กาแฟเข้มกว่าเล็กน้อยกว่าลาเต้; แคลอรีขึ้นอยู่กับชนิดนม (พร่องมันเนย/อัลมอนด์/โอ๊ต อาจต่ำลง) |
ในบทความนี้เนสเพรสโซได้ตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่าอเมริกาโน่กี่แคล และดื่มอเมริกาโน่ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟดำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรออกกำลังกายควบคู่ไปกับการคุมอาหาร เพื่อสุขภาพ และผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ส่วนใครที่อยากเริ่มต้นดื่มกาแฟดำเพื่อลดน้ำหนัก สามารถชงกาแฟดำรสเข้มถึงใจได้ง่าย ๆ ด้วยกาแฟแคปซูลและเครื่องชงกาแฟแคปซูลจาก Nespressoที่เพียงกดปุ่มเดียวก็สามารถรังสรรค์กาแฟดำหอมกรุ่น พร้อมครีม่าเนียนนุ่มได้อย่างรวดเร็ว