ข้ามไปยังเนื้อหา
หัวเรื่อง
คุณอยู่ที่เนื้อหาหลัก


เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ เผยข้อดีและลักษณะการใช้งาน ก่อนตัดสินใจซื้อ



เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ เทียบข้อดีก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ

หากกำลังวางแผนเลือกเครื่องชงกาแฟคู่ใจสักเครื่อง คงเคยสงสัยว่า "เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ?" และแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร วันนี้ Nespresso จะพาไปรู้จักเครื่องชงกาแฟแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นแบบดริป เฟรนช์เพรส เอสเพรสโซ แคปซูล หรือเครื่องสุญญากาศ ไปจนถึงเครื่องชงอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกเครื่องชงกาแฟที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ และวัตถุประสงค์ในการใช้งานของคุณได้ง่ายขึ้น



Highlight


  • ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนซื้อเครื่องชงกาแฟมีอะไรบ้าง?
  • เครื่องชงกาแฟแบ่งออกเป็นกี่ระดับ?
  • เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ? แตกต่างกันอย่างไร?
  • วิธีดูแลเครื่องชงกาแฟฉบับร้านคาเฟ่ ทำอย่างไรบ้าง?


ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนซื้อเครื่องชงกาแฟมีอะไรบ้าง?


ก่อนจะไปค้นหาคำตอบว่า เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ? มาดูกันก่อนว่า ปัจจัยที่ควรพืจารณาก่อนซื้อเครื่องชงกาแฟมีอะไรบ้าง?


1. วัตถุประสงค์ในการใช้งาน


ข้อแรกที่ควรพิจารณา คือ เป้าหมายการใช้เครื่อง หากใช้ในบ้านเพื่อดื่มเองเป็นหลัก เลือกเครื่องที่ดูแลรักษาง่าย และไม่ต้องลงทุนมากนัก แต่ถ้าต้องการใช้งานในร้านหรือคาเฟ่ ควรเลือกเครื่องที่รองรับปริมาณการชงสูง ทนทาน และได้มาตรฐาน เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน


2. ปริมาณการชงในแต่ละวัน


ปริมาณที่ต้องชงต่อวันส่งผลต่อขนาด และระบบของเครื่อง เช่น ร้านเล็กอาจชงวันละ 30-50 แก้ว ส่วนร้านใหญ่ต้องการเครื่องที่รองรับ 100-200 แก้ว ถ้าเลือกเครื่องที่ความจุน้อยจะชำรุดเร็ว และรสชาติอาจไม่คงที่เมื่อต้องชงต่อเนื่องหลาย ๆ แก้ว


3. งบประมาณ


ควรตั้งงบประมาณที่เหมาะสม และประเมินความคุ้มค่า ไม่จำเป็นต้องเลือกเครื่องแพงที่สุดเสมอไป แต่ต้องสอดคล้องกับการใช้งานจริง เครื่องที่วัสดุแข็งแรง และมีฟังก์ชันที่ต้องการอาจแพงกว่า แต่คุ้มค่าในการใช้งานระยะยาว


4. ฟังก์ชันการใช้งาน


แน่นอนว่า คำถามของใครหลายคนคือ เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ? ให้เลือกเครื่องที่มีฟังก์ชันเหมาะกับเมนู และรสนิยมการดื่ม เช่น ระบบตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ, หม้อต้มคู่สำหรับใครที่อยากเปิดร้าน รวมถึงเลือกดีไซน์ที่ชอบหรือฟังก์ชันเสริมสำหรับชงหลายเมนูในตัวเดียว เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด



เครื่องชงกาแฟแบ่งออกเป็นกี่ระดับ?


เครื่องชงกาแฟสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับหลัก ๆ ตามการใช้งานและศักยภาพของเครื่อง ได้แก่


เครื่องชงกาแฟสำหรับใช้ในบ้าน (Home Use)


ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบาย ใช้ในบ้าน เหมาะกับการชงวันละ 10–15 แก้ว โดยเครื่องประเภทนี้ใช้งานง่าย เพียงกดปุ่มไม่กี่ขั้นตอนก็ได้กาแฟหอมกรุ่น มักใช้หม้อต้มและปั๊มน้ำขนาดเล็ก (ปั๊มระบบสั่น) ขนาดกะทัดรัด ประหยัดพื้นที่ และดูแลรักษาไม่ซับซ้อน แต่ไม่เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่องจำนวนมาก เพราะอาจเสื่อมสภาพเร็วและให้คุณภาพกาแฟไม่สม่ำเสมอหากนำไปเปิดร้าน


เครื่องชงกาแฟระดับเริ่มต้น ใช้เปิดร้านได้ (Entry Level)


เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นเปิดร้านกาแฟหรือคาเฟ่เล็ก ๆ เครื่องระดับนี้มีปั๊มและฮีตเตอร์ที่ใหญ่ขึ้น ให้แรงดันและอุณหภูมิที่ค่อนข้างคงที่ ทำให้ได้รสชาติกาแฟที่ใกล้เคียงระดับมืออาชีพ ใช้งานง่าย ดูแลไม่ซับซ้อน และคุ้มค่าสำหรับร้านที่มีลูกค้าไม่มาก


เครื่องชงกาแฟระดับกลาง หรือกึ่งพาณิชย์ (Mid Range, Semi Commercial)


เหมาะสำหรับร้านที่มีลูกค้าปานกลางถึงเยอะ สามารถชงได้ประมาณ 80–100 แก้วต่อวัน เครื่องระดับนี้ให้คุณภาพกาแฟคงที่แม้ต้องชงต่อเนื่องหลายชั่วโมง มีฟังก์ชันและวัสดุที่ทนทาน เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิแม่นยำ และระบบสตีมนมที่แรงขึ้น ช่วยให้บาริสต้าทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


เครื่องชงกาแฟระดับไฮเอนด์ หรือเครื่องชงกาแฟพาณิชย์ (High End, Commercial)


ออกแบบสำหรับคาเฟ่หรือร้านกาแฟมืออาชีพที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านแรงดัน อุณหภูมิ และความเสถียรของคุณภาพกาแฟ เครื่องพาณิชย์มักมีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิแบบ PID ช่วยให้รสชาติสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับร้านที่ต้องการความเร็ว ความทนทาน และกาแฟคุณภาพพรีเมียมทุกแก้ว


เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ? แตกต่างกันอย่างไร?


มาถึงคำถามที่สงสัยกันว่า เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ? เครื่องชงกาแฟสามารถแบ่งออกเป็น 8 แบบหลักตามกลไกการชง รูปแบบกาแฟที่ได้ และความนิยมในการใช้งานแต่ละประเภท มาทำความรู้จักแต่ละแบบไปพร้อมกันเลย



เครื่องชงกาแฟแบบดริป (Drip Pot Coffee Maker)

1. เครื่องชงกาแฟแบบดริป (Drip Pot Coffee Maker)


เครื่องดริปใช้วิธีให้น้ำร้อนไหลผ่านผงกาแฟบดที่วางอยู่ในกระดาษกรอง ก่อนที่น้ำกาแฟจะหยดลงสู่หม้อหรือแก้วด้านล่าง เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกาแฟดำกลิ่นหอม รสชาตินุ่ม ละมุน และไม่เข้มจัดจนเกินไป เครื่องประเภทนี้ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับชงทีละหลายแก้ว และมีฟังก์ชันควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงเวลาในการสกัด ช่วยให้ได้กาแฟรสชาติคงที่ อีกทั้งยังมีราคาย่อมเยา เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับใช้ในบ้านและออฟฟิศ



เครื่องชงกาแฟเฟรนช์เพรส (French Press)

2. เครื่องชงกาแฟเฟรนช์เพรส (French Press)


เครื่องเฟรนช์เพรสทำงานด้วยวิธีการแช่ผงกาแฟในน้ำร้อน แล้วดันลูกสูบเพื่่อกรองกากกาแฟออก ทำให้ได้กาแฟรสชาติกลมกล่อม กลิ่นชัด และมีบอดี้เข้มกว่าวิธีดริป ใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า พกพาสะดวก และสามารถปรับความเข้มได้ตามปริมาณผงกาแฟที่ใช้ เหมาะทั้งการชงที่บ้านและพกติดตัวไปท่องเที่ยว



เครื่องชงกาแฟแคปซูล (Capsule machine)

3. เครื่องชงกาแฟแคปซูล (Capsule Machine)


เครื่องชงกาแฟที่ขึ้นชื่อเรื่องความสะดวกและรวดเร็ว คือ เครื่องชงกาแฟแคปซูล เพียงใส่แคปซูลกาแฟสำเร็จรูปลงในช่อง แล้วกดปุ่มก็ได้กาแฟคุณภาพดีเหมือนมีบาริสต้าชงให้ เหมาะสำหรับคนที่อยากดื่มกาแฟสดแต่ไม่อยากเตรียมอุปกรณ์หลายชิ้น ใช้งานง่าย ทำความสะอาดไม่ยุ่งยาก


สำหรับใครที่สงสัยว่าเครื่องชงกาแฟแคปซูลมีกี่แบบ ปัจจุบัน Nespresso มีเครื่องชงให้เลือกหลายรุ่น รองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมกาแฟแคปซูลมากกว่า 30 รสชาติให้เลือก รังสรรค์กาแฟแก้วโปรดได้ทุกวัน



เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ (Espresso Machine)

4. เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ (Espresso Machine)


เครื่องเอสเพรสโซเป็นเครื่องชงที่ใช้แรงดันน้ำสูงผ่านผงกาแฟบดละเอียด ทำให้ได้กาแฟรสเข้ม กลิ่นหอมเด่น และมีครีม่าสวยงาม จุดเด่นคือสามารถใช้ทำกาแฟได้หลากหลายเมนู ตั้งแต่เอสเพรสโซ อเมริกาโน คาปูชิโน จนถึงลาเต้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมรสชาติอย่างละเอียด แต่ต้องดูแลและใช้งานให้ถูกวิธีเพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่อง




เครื่องชงกาแฟมอคคาพอต (Moka Pot)

5. เครื่องชงกาแฟมอคคาพอต (Moka Pot)


มอคคาพอตเป็นหม้อต้มกาแฟที่เหมาะสำหรับใช้ที่บ้านหรือพกไปเดินทาง วิธีใช้คือเติมน้ำในหม้อล่าง ใส่ผงกาแฟลงในกรวย แล้วนำไปตั้งบนเตา เมื่อน้ำเดือด ไอน้ำจะสร้างแรงดันดันน้ำผ่านผงกาแฟขึ้นไปยังหม้อด้านบน ทำให้ได้กาแฟรสเข้มคล้ายเอสเพรสโซ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกาแฟเข้มในปริมาณพอดี ควรใช้กาแฟบดละเอียดและควบคุมความร้อนเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด




เครื่องชงกาแฟแบบหม้อต้ม (Percolator)

6. เครื่องชงกาแฟแบบหม้อต้ม (Percolator)


เครื่องหม้อต้มทำงานโดยหมุนเวียนน้ำร้อนผ่านผงกาแฟหลายรอบ ทำให้ได้กาแฟรสเข้มเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับการชงปริมาณมาก เช่น งานเลี้ยง หรือกลุ่มใหญ่ จุดเด่นคือใช้งานง่าย ทนทาน แต่ควรระวังเรื่องเวลาในการต้ม เพราะหากปล่อยนานเกินไปอาจทำให้กาแฟขม หรือกลิ่นเปลี่ยนได้




เครื่องชงกาแฟแบบสุญญากาศ (Syphon Coffee)

7. เครื่องชงกาแฟแบบสุญญากาศ (Syphon Coffee)


เครื่องสุญญากาศเป็นอุปกรณ์แก้วสองชั้น ใช้แรงดันจากความร้อนดันน้ำขึ้นไปสัมผัสผงกาแฟ และเมื่อดับไฟ น้ำกาแฟจะไหลกลับลงมาผ่านฟิลเตอร์ ทำให้ได้รสชาติที่นุ่ม สะอาด กลิ่นหอมเด่น แม้จะให้ผลลัพธ์ที่สวยงาม แต่ต้องใช้ทักษะและความละเอียดในการชงพอสมควร




เครื่องชงกาแฟแบบอัตโนมัติ (Fully Automatic Coffee Machine)

8. เครื่องชงกาแฟแบบอัตโนมัติ (Fully Automatic Coffee Machine)


เครื่องอัตโนมัติสามารถทำทุกขั้นตอนได้ในปุ่มเดียว ตั้งแต่บดเมล็ด ชงกาแฟ ไปจนถึงสตีมนม บางรุ่นปรับระดับรสชาติ ปริมาณ และอุณหภูมิได้ เหมาะสำหรับบ้านหรือร้านที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และความสม่ำเสมอในการชง ควรบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ประสิทธิภาพของเครื่องคงที่



วิธีดูแลเครื่องชงกาแฟฉบับร้านคาเฟ่ ทำอย่างไรบ้าง?


เมื่อรู้แล้วว่าเครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ มาดูวิธีการดูแลเครื่องชงกาแฟสำหรับร้านคาเฟ่กันต่อ เพราะเครื่องชงที่สะอาดและได้รับการดูแลสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุการใช้งาน คงคุณภาพรสชาติกาแฟ และลดปัญหาเครื่องขัดข้องระหว่างวัน โดยควรดูแลทั้งภายนอกและภายในอย่างเป็นระบบ ดังนี้


  • 1. ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำบิดหมาดเช็ดทำความสะอาดรอบตัวเครื่องทุกวัน หากมีคราบน้ำหรือคราบกาแฟให้เช็ดซ้ำด้วยผ้าแห้ง เพื่อป้องกันสนิมและกลิ่นไม่พึงประสงค์
  • 2. ล้างถาดรองน้ำ ตะแกรงวางแก้ว และตะแกรงรองน้ำชงกาแฟให้สะอาดทุกวัน เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกสะสม
  • 3. ใช้แปรงขนอ่อนสำหรับทำความสะอาด ขัดตามขอบมุมและยางซีลเพื่อลดคราบกาแฟตกค้าง
  • 4. ทำ Back Flush ล้างระบบท่อภายในเครื่องสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ช่วยให้กลิ่นกาแฟสดใหม่และป้องกันการอุดตัน
  • 5. ทำความสะอาดก้านสตีมนมทุกครั้งหลังใช้งาน โดยปล่อยไอน้ำไล่นมที่ค้างอยู่ แล้วเช็ดด้วยผ้าสะอาด หากพบคราบสะสมให้แช่หัวเป่าในน้ำร้อนประมาณ 30 นาที
  • 6. ตรวจสอบน้ำและถังเก็บน้ำเสมอ หากใช้ระบบต่อน้ำ ควรดูแลและเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด
  • 7. แยกผ้าทำความสะอาดแต่ละส่วนอย่างชัดเจน เช่น ผ้าเช็ดหัวชง ผ้าเช็ดตัวเครื่อง และผ้าเช็ดก้านสตีมนม เพื่อความสะอาดและปลอดภัย
  • 8. หลีกเลี่ยงการขัดแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ซีลหรือส่วนประกอบภายในเสียหายได้

เมื่ออ่านจนถึงตอนนี้ คงตอบได้ชัดเจนแล้วว่าเครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ และแต่ละแบบตอบโจทย์แตกต่างกันอย่างไร หากมองหาเครื่องชงที่ใช้งานง่ายเพียงกดปุ่มเดียว ก็ได้กาแฟหอมกรุ่นแบบไม่ยุ่งยาก เครื่องชงกาแฟแคปซูลจาก Nespresso ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ทั้งดีไซน์สวย ทันสมัย และมีรุ่นให้เลือกหลากหลาย


นอกจากนี้ Nespresso ยังมีกาแฟแคปซูลมากกว่า 30 รสชาติ ครอบคลุมตั้งแต่รสเข้ม ละมุน หอมหวาน ไปจนถึงรสกลมกล่อมเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ทำให้คุณสามารถยกระดับประสบการณ์การดื่มกาแฟได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเช้า สาย หรือช่วงพักระหว่างวัน


ลองเข้าไปเลือกชมรุ่นเครื่องชงและรสชาติกาแฟที่คุณถูกใจได้ที่ www.nespresso.com แล้วคุณจะพบว่ากาแฟแก้วโปรดที่ช่วยเติมพลัง สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว




คำถามที่พบบ่อย

Nespresso กับ Dolce Gusto ต่างกันยังไง
Nespresso เน้นกาแฟดำเป็นหลัก มีตัวเลือกความเข้มข้นและรสชาติกาแฟที่หลากหลาย ทั้งในระบบ Original และ Vertuo ส่วน Dolce Gusto เน้นเครื่องดื่มหลากหลาย เช่น ช็อกโกแลตร้อน ชา หรือเครื่องดื่มสำหรับเด็กและผู้ใหญ่
เครื่อง Nespresso ต้องล้างไหม
หากใช้งานทุกวัน ควรล้างด้วยน้ำสะอาด 3 รอบเพื่อขจัดคราบกาแฟ และทำการขจัดคราบตะกรันทุก 6 เดือนเพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่อง
Nespresso 1 แคปซูล ใช้ได้กี่ครั้ง
แคปซูล Nespresso ใช้ได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น เพราะถูกออกแบบมาเพื่อคงความสดใหม่ รสชาติ และกลิ่นหอมของกาแฟให้ดีที่สุด
เครื่องชงกาแฟแบบไหนเหมาะกับสำนักงานขนาดเล็ก 10–15 คน?
แนะนำเครื่องชงกาแฟแบบดริปขนาดใหญ่ ชงได้ 10–12 ถ้วย ราคาประมาณ 3,000–8,000 บาท หากต้องการเมนูหลากหลายควรเลือกเครื่องเอสเพรสโซอัตโนมัติราคา 30,000 บาทขึ้นไป หรือเครื่องชงกาแฟแคปซูลเพื่อความสะดวก แม้ต้นทุนต่อแก้วจะอยู่ที่ 15–25 บาท
ควรซื้อเครื่องชงกาแฟมือสองหรือไม่
สามารถซื้อได้ถ้าเป็นแบรนด์ที่ไว้ใจได้และมีประวัติการใช้งานตรวจสอบได้ ประหยัดงบประมาณ 30–50% แต่ต้องเช็กสภาพปั๊ม ระบบทำน้ำร้อน การเกิดสนิม และอายุไม่เกิน 3–5 ปี ข้อเสียคือมักไม่มีประกัน และอาจมีค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงเพิ่มเติม ควรทดลองชงก่อนซื้อ