
กาแฟเอธิโอเปีย ทำไมให้รสชาติและสัมผัสที่หอมเหมือนดอกไม้และเปรี้ยวสดชื่นแบบผลไม้
กาแฟเอธิโอเปียคือกาแฟที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดเมล็ดกาแฟชั้นดี เพราะเอธิโอเปียคือแหล่งกำเนิดของสายพันธุ์ Arabica ที่เก่าแก่ที่สุด และยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ได้ดี จนสาย Specialty Coffee ทั่วโลกยกย่องให้เมล็ดกาแฟเอธิโอเปียเป็นราชินีแห่งรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง
กาแฟเอธิโอเปียคืออะไร
กาแฟเอธิโอเปียคือ เมล็ดกาแฟที่ปลูกในประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งมีความพิเศษคือที่นี่เป็นประเทศเดียวที่มีต้นกาแฟป่าสายพันธุ์พื้นเมือง (Heirloom) เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติกว่าพันสายพันธุ์ ซึ่งกาแฟของที่นี่เกือบทั้งหมดเป็นสายพันธุ์อาราบิก้า (Arabica) ที่ปลูกบนพื้นที่ราบสูงที่มีความสูงตั้งแต่ 1,500 ถึง 2,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สภาพอากาศและดินที่อุดมสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ทำให้เมล็ดกาแฟที่ได้มีความหนาแน่นสูง ทำให้กาแฟเอธิโอเปีย รสชาติเข้มข้น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
กาแฟเอธิโอเปีย มีประวัติและที่มาอย่างไร
ต้นกำเนิดของกาแฟเอธิโอเปียเริ่มต้นในศตวรรษที่ 9 จากเรื่องราวของ "คาลดี (Kaldi)" คนเลี้ยงแพะชาวเอธิโอเปีย ที่สังเกตเห็นแพะของเขามีอาการดีดและคึกคักผิดปกติหลังจากกินผลเชอร์รี่สีแดงจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง เมื่อเขาลองชิมดูก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเช่นกัน จึงนำผลไม้นี้ไปให้นักบวช แต่กลับถูกมองว่าเป็นผลไม้ปีศาจและโยนเข้ากองไฟ ทว่ากลิ่นหอมฟุ้งที่ลอยออกมาจากการเผาเมล็ดนั้นกลับหอมหวนชวนหลงใหล จนนำไปสู่การนำเมล็ดมาต้มดื่ม และกลายเป็นจุดเริ่มต้นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่แพร่หลายไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะเด่นของกาแฟเอธิโอเปีย คืออะไร
สิ่งที่ทำให้กาแฟเอธิโอเปีย รสชาติแตกต่างจากที่อื่น ๆ คือความ Fresh & Fruity ที่เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่นและรสผลไม้ที่เด่นขึ้นมา ที่สำคัญกาแฟจากที่นี่มักจะมีบอดี (Body) ที่เบาถึงปานกลางคล้ายน้ำชา มีความเปรี้ยวที่เบา ไม่ใช่เปรี้ยวแบบฝาดเฝื่อน แต่เป็นความเปรี้ยวหวานคล้ายมะนาว ส้ม หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี นอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้ โดยเฉพาะดอกมะลิและดอกส้มที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญ ทำให้การดื่มกาแฟแก้วนี้ให้ความรู้สึกผ่อนคลายจากกลิ่นหอม ๆ และรสชาติที่สดชื่น

แหล่งปลูกกาแฟเอธิโอเปียที่สำคัญ (Coffee Regions) มีที่ไหนบ้าง
เอธิโอเปียมีพื้นที่ปลูกกาแฟที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละพื้นที่จะให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป โดยมี 3 แหล่งปลูกกาแฟหลัก ๆ ที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก ดังนี้
1. Yirgacheffe (เยอร์กาเชฟ) กาแฟจากเขต Yirgacheffe ขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดและซับซ้อน มักให้กลิ่นหอมของดอกไม้ชัดเจน ผสมผสานกับรสเปรี้ยวสดชื่นแบบมะนาวหรือส้มตระกูล Citrus ส่วนใหญ่ผ่านการแปรรูปแบบเปียก (Washed) ทำให้รสชาติคลีน
2. Sidamo (ซิดาโม) เป็นภูมิภาคที่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง รสชาติของกาแฟในแถบซิดาโมจะมีความสมดุลมากกว่า มีความหอมของเครื่องเทศเบา ๆ ผสมกับรสผลไม้ และมักจะมีโน้ตของถั่วหรือช็อกโกแลตแทรกอยู่ด้วย ให้ความรู้สึกเต็มอิ่มและกลมกล่อม
3. Harrar (ฮาราร์) เป็นแหล่งปลูกกาแฟทางตะวันออกที่ขึ้นชื่อเรื่องการแปรรูปแบบแห้งตามดั้งเดิม เมล็ดกาแฟเอธิโอเปียจากที่นี่จะมีบอดีที่หนักแน่นกว่า รสชาติจัดจ้านคล้ายไวน์แดง หรือแยมผลไม้ มีกลิ่นหมักของผลไม้ตระกูลเบอร์รีและบลูเบอร์รีที่ชัดเจน

Process การแปรรูปกาแฟเอธิโอเปีย มีกี่วิธี
วิธีการแปรรูปกาแฟเอธิโอเปียหลังการเก็บเกี่ยวเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดรสชาติ ในเอธิโอเปียมี 2 วิธีหลัก ดังนี้
1. Washed Process การแปรรูปแบบเปียก ที่จะลอกเปลือกและเมือกออกแล้วนำไปหมักในน้ำ วิธีนี้จะช่วยดึงความเปรี้ยวและกลิ่นดอกไม้ออกมาได้อย่างชัดเจน ให้รสชาติที่สะอาด
2. Natural Process การแปรรูปแบบแห้ง คือการนำเมล็ดกาแฟไปตากแดดทั้งลูกให้แห้ง วิธีนี้จะทำให้เมล็ดกาแฟดูดซับความหวานจากเนื้อผลไม้ไว้ ทำให้ได้กาแฟที่มีรสหวานฉ่ำ มีกลิ่นผลไม้สุก และบอดีที่หนักแน่นกว่า
กาแฟเอธิโอเปียเหมาะกับการคั่วระดับไหน
เมล็ดกาแฟเอธิโอเปียเหมาะกับการคั่วอ่อนไปจนถึงการคั่วกลาง เพราะกาแฟเอธิโอเปียมีจุดเด่นที่กลิ่นดอกไม้และความเปรี้ยวสดชื่น หากนำไปคั่วเข้มจนเกินไป ความร้อนจะทำลายกลิ่นหอมระเหยและรสเปรี้ยวผลไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ไปจนหมด ทำให้ได้แต่รสชาติที่ขมและความไหม้ ทำให้เสียคุณค่าของเมล็ดกาแฟคุณภาพสูงนี้ไป
กาแฟเอธิโอเปียเหมาะกับการชงแบบไหน
การชงแบบ Filter หรือการกรอง เช่น Drip (Pour-over) หรือ Chemex เหมาะกับเอธิโอเปียที่สุด เพราะน้ำที่ไหลผ่านเมล็ดกาแฟอย่างช้า ๆ จะช่วยดึงเอากลิ่นหอมของดอกไม้และรสเปรี้ยวออกมาได้เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เราสัมผัสถึงเลเยอร์ของรสชาติได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม หากใครชอบความเข้มข้น การนำมาชงแบบ Espresso ก็ทำได้เช่นกัน แต่จะได้รสชาติที่เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดและเข้มข้นมาก ซึ่งอาจต้องใช้ทักษะในการปรับจูนรสชาติพอสมควร เพื่อให้ได้ช็อตที่ลงตัว
กาแฟเอธิโอเปียเหมาะกับใคร
กาแฟเอธิโอเปียเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกาแฟที่มีมิติซับซ้อน ชอบดื่มกาแฟดำที่ไม่ขม ดื่มง่าย คล้ายกับการจิบชา โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบกลิ่นหอมของดอกไม้และรสชาติเปรี้ยวอมหวานของผลไม้จะตกหลุมรักกาแฟตัวนี้อย่างแน่นอน หรือคนที่อยากเริ่มดื่มกาแฟดำแต่กลัวความขม กาแฟเอธิโอเปียคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะเริ่มเข้าสู่วงการกาแฟดำ
วิธีการทำกาแฟเอธิโอเปีย ที่ได้รับความนิยม มีวิธีไหนบ้าง
1. การดริปกาแฟ (Drip / Pour-over) วิธีที่ได้รับความนิยมที่สุด โดยใช้อัตราส่วนผงกาแฟต่อน้ำประมาณ 1:15 หรือ 1:16 ใช้น้ำอุณหภูมิประมาณ 91-93 องศาเซลเซียส วิธีนี้จะทำให้ได้กาแฟที่สะอาด ใส และหอมฟุ้ง เหมาะสำหรับเมล็ดแบบWashed Process ที่ต้องการกลิ่นดอกไม้ที่ชัด
2. French Press หากอยากได้บอดีที่แน่นขึ้นและรสชาติที่เต็มปากเต็มคำ French Press เป็นวิธีการทำกาแฟที่ดี วิธีนี้จะเก็บน้ำมันของกาแฟไว้ได้มากกว่า เหมาะสำหรับเมล็ดแบบ Natural Process ที่มีความหวานฉ่ำของผลไม้ ช่วยให้รสสัมผัสหนานุ่มขึ้น
3. Espresso สำหรับคนที่ชอบความเข้มข้น การสกัดแบบเอสเพรสโซ่จะให้ช็อตกาแฟที่เปรี้ยวหวานจัดจ้าน กลิ่นดอกไม้จะอัดแน่นอยู่ในครีม่า เหมาะสำหรับนำไปทำเมนู Americano ร้อนหรือเย็น เพื่อเจือจางให้ดื่มง่ายและสดชื่น
อ่านมาถึงตรงนี้ก็พอจะเห็นแล้วว่า กาแฟเอธิโอเปีย ถือเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีรสชาติที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความโดดเด่นของรสชาติแบบ Fresh & Fruity และกลิ่นหอมดอกไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้คอกาแฟหลาย ๆ คนตกหลุมรัก การเลือกเมล็ดกาแฟจากเอธิโอเปียมาติดบ้านไว้ จะทำให้การดื่มกาแฟมีความสุนทรีย์กว่าที่เคยแน่นอน
สำหรับคอกาแฟที่อยากลิ้มลองรสชาติจากเอธิโอเปียแบบเต็มรูปแบบ Nespresso มีแคปซูลกาแฟเอธิโอเปียที่ผ่านกระบวนการ Dry Process ซึ่งช่วยดึงความฉ่ำของผลไม้สุกและความหอมละมุนของดอกส้มออกมาได้อย่างชัดเจน หากกำลังมองหาตัวเลือกที่สะดวก ใช้งานง่าย และตอบโจทย์เรื่องรสชาติ ก็สามารถเข้าไปเลือกชมแคปซูลและเครื่องชงทั้งหมดได้ที่ www.nespresso.com เพื่อค้นหาโปรไฟล์กาแฟที่เหมาะกับคุณมากที่สุด